ฝนหลงฤดูที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาตั้งแต่ค่ำเมื่อวานทำให้อากาศยามเช้าในฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นเฉียบของพื้นที่ชนบทเช่นนอร์ทฮิลล์ยิ่งหนาวเหน็บขึ้นไปอีก
ชนิดที่ขดซุกตัวในกองผ้าห่มหลายชั้นก็แล้ว ความเย็นก็ยังเสียดแทงลึกเข้าถึงกระดูก ยะเยือกจนคนที่แข็งแรงยังอดสั่นสะท้านไม่ได้
แต่กระนั้น ท่ามกลางอากาศที่เย็นจัดราวกับจะแช่แข็งปอดได้ก็ยังปรากฏร่างเงาของเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางกำลังยืนก้มหน้าก้มตาขุดดินอยู่อย่างขะมักเขม้น
เขาตั้งใจใช้จอบฟันดินเป็นอย่างมาก จนไม่ทันได้สังเกตเห็นว่ามีคนถือร่มเดินเข้ามาใกล้เขา
คนผู้นั้นหยุดยืนมองเขาอยู่ใต้ต้นไม้อยู่พักใหญ่
แต่เมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา คนที่เคยยืนอยู่ตรงนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนคล้ายกับว่าคนผู้นั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ม่านฝนหนาสร้างขึ้นมาเท่านั้น
เด็กหนุ่มวางจอบกับพื้นขยับรวบผมที่หลุดลงมาปรกหน้าไปมัดรวบไว้ไม่ให้เกะกะ ก่อนพยายามขุดดินต่อ
เดชะบุญของเขาเหลือเกินที่สายฝนนี้ไม่ได้นำพาสายฟ้ามาด้วย เมฆหนาทำเพียงแค่ปล่อยสายน้ำที่มากเกินควรลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่างอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
ไม่เช่นนั้น เด็กหนุ่มคงได้สิ้นชีพไปนานแล้ว เพราะไปยืนล่อฟ้าอย่างท้าทายอยู่กลางแจ้งเป็นแน่
ทำไมเด็กหนุ่มถึงต้องมาขุดดินตั้งแต่เช้าตรู่ในยามที่ฝนตกหนักด้วย?
ข้อนี้มิเคลก็อยากรู้เช่นกัน
เด็กหนุ่มรู้เพียงว่านายหญิงของบ้านมีคำสั่งลงมา เขาถูกสาวใช้คนสนิทของนายหญิงปลุกแต่เช้ามืด และบอกให้เขาออกมาขุดพลิกหน้าดินในที่ดินร้างทันที หากทำไม่เสร็จวันนี้เขาจะไม่มีอาหารตกถึงท้อง
แม้เขาจะแย้งไปแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานเพียงลำพังในอากาศเช่นนี้ อีกทั้งอีกไม่นานก็จะถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว การพลิกหน้าดินก่อนเข้าฤดูหนาวไม่มีประโยชน์อันใด แต่ทางนายหญิงก็ดูไม่สนใจสิ่งที่เขาบอกเอาเสียเลย
ดังนั้นมิเคลจึงทำได้เพียงจำทน และเร่งมือทำงานให้เสร็จเท่านั้น
“พลิกหน้าดินตอนนี้เนี่ยนะ ฝนตกน้ำหลากไหลแบบนี้ มีแต่ทำให้หน้าดินลอยไปกับน้ำเท่านั้นไหมฟะ”
มิเคลบ่นกระปอดกระแปด ทั้งๆ ที่ในใจคิดไปแล้วว่า งานในวันนี้คงเป็นแค่อีกเรื่องหนึ่งที่นายหญิงยกอ้างมาหาเรื่องรังแกตนเท่านั้น
“ต่อให้บอกว่าเป็นที่ดินยังไม่ได้บุกเบิกก็เหอะ แต่ตัดไม้ถางหญ้าไว้พร้อมเชียวนะ”
เสียงท้องร้องดังแทรกขึ้นมาเมื่อมิเคลบ่นมาถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มถอนใจอย่างอ่อนล้า ก่อนเงยหน้าขึ้นอ้าปากกินรองน้ำฝนที่ตกลงมาเข้าดื่มกิน
หิว
ดูท่าเขาต้องเร่งมือเข้าแล้วจริงๆ ก่อนที่จะได้หิวตายเอากลางฝน
“นายหญิงเจ้าคะ”
เสียงเรียกของหญิงรับใช้คนสนิททำให้ดาเลียที่นั่งผิงไฟอยู่บนโซฟาในห้องส่วนตัวผินหน้ามอง
“นี่เป็นรายละเอียดสิ่งของที่นายหญิงให้จัดเตรียมเจ้าค่ะ”
ยื่นกระดาษสีออกน้ำตาลที่แค่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่กระดาษชั้นดีนักให้ ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
“ปีนี้ เราจะลดของถวายลงเหลือแค่นั้นจริงหรือเจ้าคะ หาก…ไม่พอใจขึ้นมา”
ดวงตาคมที่ตวัดมองทำให้แอ๊บบี้หุบปากลงทันที เธอก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัวพลางถูนิ้วมือที่กุมประสานกันไปมา
ดาเลียอ่านรายละเอียดอีกคนั้งก่อนปล่อยให้กระดาษแผ่นนั้นร่วงหล่นเข้าเตาไฟ
“ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเสียเราก็มีของที่จะถวายทดแทนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” ดาเลียพูดจบก็หันหน้าออกไปทางระเบียง สายฝนที่กระหน่ำซัดทำให้ภาพที่มองเห็นไปได้ไม่ไกลนัก “แค่จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้พร้อมก็พอ” พูดจบก็เปลี่ยนเรื่อง “มิเคลล่ะ”
“ให้ไปปรับหน้าดินตามที่นายหญิงสั่งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นยิ่งไม่ต้องห่วง ป่านนี้คงได้พิจารณากันเรียบร้อยไปแล้ว”
นายหญิงของบ้านเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะเล็กที่อยู่ด้านข้างโซฟาขึ้นมาจิบอย่างสบายใจ ในขณะที่คิดถึงเรื่องของมิเคลไปด้วย
ถ้าผ่านพ้นพิธีกรรมนี้ไปแล้ว เจ้ามารหัวขนนั่นคงจะไปให้พ้นๆ ได้เสียที
ทั้งที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยจากมารดาผู้เป็นทาสในเรือนแท้ๆ แต่เจ้าเด็กมิเคลนั่นกลับเติบโตมาได้เป็นอย่างดี
ใบหน้างดงาม เรือนผมนุ่มสลวย ดวงตาที่เป็นประกายดั่งตาของลูกกวาง ไหนจะร่างกายที่มีกล้ามเนื้อสมส่วนไร้ที่ติอีก
ต้องบอกว่ามันเกิดมาโดยเลือกเอาแต่ส่วนที่ดีของบุพการีมาเกิดโดยแท้
“ขอแค่ท่านนั้นรับ ขอแค่นั้น” ดาเลียใช้สองมือกุมถ้วยชาไว้อย่างผิดมารยาท ครู่หนึ่งถึงค่อยวางถ้วยกลับลงไปบนจานรอง
ส่วนสาวใช้คนสนิทของนาง แม้จะหวาดหวั่นกับสิ่งที่ผู้เป็นนายตั้งใจจะกระทำ แต่กระนั้นหล่อนก็ไม่มีความกล้าที่จะคัดค้าน หรือขัดขวาง
“ออกไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว”
“เจ้าค่ะ”